การถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ


 ปัจจุบันเห็นมีการโฆษณากันมาก เรื่องเครื่องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ บอกว่าดีกว่าการเปลี่ยนถ่าย ในศูนย์บริการทั่วไป เพราะถ่ายได้หมดจดกว่ากัน แต่ราคามันแพง จึงอยากถามถึงความจำเป็น ในการถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ และหากจำเป็นควรใช้วิธีไหน

         เรื่องการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัตินั้น ผมขอเรียนให้ทราบก่อนว่า ระยะเวลาที่สมควร ทำการเปลี่ยนถ่าย แต่ละครั้ง ก็คือ ประมาณ 25,000 ถึง 35,000 กิโลเมตรแล้วแต่สภาพการใช้งาน และสภาพทางที่วิ่ง เช่นใช้งานในเมือง ที่การจราจรติดขัดมากๆ เกียร์มีการเปลี่ยนไปมาบ่อยๆ และมีความร้อนในน้ำมันเกียร์มาก ก็ควรเปลี่ยนถ่ายที่ระยะทาง 25,000 กิโลเมตร หรือหากต้องวิ่งผ่านทางที่เป็นฝุ่นมากๆ หรือผ่านทางที่น้ำท่วมขัง ก็ควรเปลี่ยนถ่ายที่ระยะทางไม่เกิน 25,000 กิโลเมตร

         เช่นเดียวกัน แต่หากผ่านทางที่น้ำท่วมขังเกินกว่าครึ่งล้อ ก็ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติทันที ที่ผ่านทาง น้ำท่วมนั้นมาแล้ว แต่หากคุณใช้รถยนต์เกียร์อัตโนมัติ ในพื้นที่ซึ่งรถไม่ติด การจราจรปลอดโปร่ง เช่น ใช้ในจังหวัด ที่มีอากาศเย็น อย่างลำพูน หรือแพร่ คุณก็สามารถยืดระยะการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติไปได้ถึง 35,000 กิโลเมตร แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นหากคุณเป็นคนใช้รถยนต์น้อย ผมแนะนำว่าไม่ควรเกินสองปี ก็ควรเปลี่ยนน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ แล้วครับ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัตินั้น ต้องให้ช่าง ตามศูนย์บริการรถยนต์นั้นๆ หรือช่าง ในศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ที่มีความรู้เรื่อง เกียร์อัตโนมัติเป็นผู้ทำการให้ โดยปกติแล้วเมื่อถอดนอตที่ก้นแคร้ง เพื่อทำการเปลี่ยนถ่าย น้ำมันเกียร์อัตโนมัติออกมา น้ำมันเกียร์อัตโนมัติจะไหลออกมา ประมาณครึ่งหนึ่ง หรือไม่เกินสองในสาม ของน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ ทั้งหมดในระบบ
ดังนั้นหากเห็นว่าน้ำมันเก่าที่ไหลออกมา มีความสกปรกปะปนอยู่มาก ก็ให้นำรถไปวิ่งใช้งานสักพักหนึ่ง แล้วนำรถไปเปลี่ยน ถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่น้ำมันเกียร์ยังอุ่นๆ อยู่ และหากรถยนต์รุ่นนั้นๆ มีกรองน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ แบบที่สามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้ ก็ให้ถอดกรองออกมาล้าง ทำความสะอาด ด้วยทุกครั้ง หรือถ้าเป็นแบบ ล้างไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนกรองทุกครั้ง ในคนที่มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์อยู่บ้าง สามารถเปลี่ยน ถ่ายน้ำมันเกียร์ อัตโนมัติ ด้วยตนเอง ให้สะอาดหมดจดได้ไม่ยากนัก ด้วยวิธีการที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้คือ หาตำแหน่ง ที่ติดตั้ง ระบบระบายความร้อน น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ หรือที่เรียกกันว่า ออยล์คูลเลอร์เกียร์อัตโนมัติ

         จากนั้นก็ดูว่าสายยางเส้นไหน เป็นเส้นที่ส่งน้ำมันเข้าออยล์คูลเลอร์ เส้นไหนเป็นเส้นที่ส่งน้ำมันออกจาก ออยล์คูลเลอร์ เมื่อพบแล้วให้ถอดสายยาง ส่วนที่ออกจากออยล์คูลเลอร์ของน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ แล้วติดเครื่องยนต์ขึ้นมา ไม่ต้องเร่งเครื่อง คอยดูว่าน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ ไหลออกมาจากสายยางดังกล่าว จนหมดเริ่มเห็นฟองอากาศ ก็ให้ดับ เครื่องยนต์แล้ว สวมสายยางกลับไป อย่างเดิมให้แน่นหนา จากนั้นก็เติมน้ำมันเกียร์อัตโนมัติเข้าไปตามปริมาณ หากเห็นว่า น้ำมันเกียร์ อัตโนมัติ ไม่ค่อยไหลออกมา ให้ดึงเบรกมือรถเอาไว้ให้แน่น เหยียบเบรกให้สนิท แล้วโยกคันเกียร์ไปมา ระหว่างตำแหน่ง N ไป D สลับไปมาเบาๆ จนเห็นน้ำมันเกียร์ไหลออกมาหมด เมื่อเติมน้ำมันเกียร์อัตโนมัติเข้าไปแล้ว ให้นำรถออกไปวิ่งใกล้ๆ อย่างนุ่มนวล แล้วกลับมาวัดระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติใหม่ อีกครั้งหนึ่ง หากเห็นว่าระดับน้ำมัน เกียร์ต่ำกว่า ระดับมาตรฐาน ก็เติมลงไปให้ถูกต้อง เท่านี้ก็เสร็จเรื่องครับ

การถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัต

ขอขอบคุณที่มาจาก หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ 

การดูแลรถยนต์หลังจากติดแก๊ส

      การติดตั้งแก๊สรถยนต์ย่อมมีผลเสียต่อเครื่องยนต์อย่างแน่นอน เนื่องจาก แก๊สนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาใช้กับรถยนต์ดังนั้นจึงควรมีการดูแลที่ใกล้ชิดพอสมควร

1.   ตรวจเช็ครอยรั่วซึมของแก๊สตามข้อต่อ และจุดต่างๆ ทุกเดือน โดยใช้ฟองสบู่ หรือเครื่องตรวจวัดการรั่วของแก๊ส

2.   ตรวจเช็คและทำความสะอาดไส้กรองอากาศทุก ๆ 5,000 กิโลเมตร ซึ่งบ่อยกว่าการตรวจเช็คเมื่อใช้น้ำมันเบนซินเพียงอย่างเดียว (ปกติ 10,000 กิโลเมตร)

3.   ตรวจสอบอุปกรณ์สำหรับเติมแก๊ส ถังแก๊สตรวจ น็อตที่ยึดถังแก๊สทุกเดือน

4.   ควรตรวจเช็ค และตั้งบ่าวาล์วไอเสียทุกระยะ 40,000 – 60,000 กม. เพราะบ่าวาล์วไอเสียของเครื่องยนต์ที่ใช้ แก๊ส NGV และแก๊ส LPG จะมีโอกาสสึกหรอเร็วกว่า จึงควรที่จะใช้น้ำมันเบนซินสลับกับการใช้แก๊ส เพื่อให้น้ำมันเบนซินไปเคลือบบ่าวาล์วบ้างเพื่อให้มีอายุการใช้งานนานขึ้น

5.   ห้ามดัดแปลงอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการใช้งานแก๊สที่ได้รับการติดตั้งจากศูนย์ที่ได้มาตรฐานหากมี ปัญหาให้รีบติดต่อศูนย์บริการที่ติดตั้งมาทันที

6.   ห้ามเติมแก๊สเกินแรงดันที่กำหนดไว้ของถัง จะทำให้ถังเสื่อมคุณภาพเร็ว และอาจระเบิดได้

7.   เพื่อรักษาประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ ควรใช้น้ำมันสตาร์ทเครื่องยนต์ก่อนและหลังการใช้

8.   หากเกิดการรั่วไหลของแก๊ส ให้รีบหยุดรถ และดับเครื่องยนต์โดยทันที รีบปิดวาล์วที่ถังแก๊ส และห้ามทำการใด ๆ ที่ทำให้เกิดประกายไฟ ตรวจดูว่าหากไม่มีการรั่วไหลเพิ่ม ให้เปลี่ยนระบบมาใช้น้ำมันสตาร์ทเครื่องแล้วรีบนำรถเข้าไปยังศูนย์บริการที่ติดตั้งแก๊สโดยทันที

9.   หากเกิดไฟไหม้ที่ตัวรถให้รีบดับเครื่องยนต์ปิดวาล์วที่ถังแก๊สโดยทันทีถ้าทำได้ และออกห่างจากตัวรถ หรือพยายามดับไฟที่แหล่งกำเนิด

10.   เพื่อรักษาประสิทธิภาพ และคุณภาพของชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำมัน ควรมีน้ำมัน ติดถังไว้อย่างน้อย 1 ส่วน 4 ถังเสมอ ๆ และเพื่อป้องกันระบบปั๊มน้ำมันเสีย
credit : welovecivic.com

วิธีเลือกซื้อรถมือสอง

การซื้อรถบ้านใช้ แล้ว หรือที่เรียกว่ารถมือสอง ถ้า เรามีความละเอียดรอบคอบเพียงพอในการเลือกซื้อ ไตร่ตรองถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจซื้อ ก็จะทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้นว่าซื้อแล้วได้ใช้งานคุ้มค่า ผมเองก็เป็นอีกคนที่เลือกใช้รถมือสอง อาจเป็นเพราะสตางค์ในกระเป๋ามีจำกัด อีกทั้งไม่อยากเป็นภาระมานั่งผ่อน ทุกเดือน รถที่ผมใช้ก็ ถือได้ว่าตอบสนองเราได้เป็นอย่างดีเพียงแต่เราดูแลบำรุงรักษารถให้ดี ก็ใช้ไปได้อีกนาน ขนาดที่คิดได้ว่าจะไม่ยอมขายจะใช้ให้พังคามือเลย เป็นธรรมดา สำหรับรถดี ๆ ไม่จุกจิกกวนใจ กวนเงินในกระเป๋าเรา ทีนี้เรามาดูว่ารถมือสอง ที่เราจะซื้อมีวิธีการเลือก คร่าว ๆ อย่างไร
1. ดูตัวถัง body

รถสวยไม่สวยดูภายนอกรอบคันก็พอบอกได้ แต่จะดูให้ถึงว่าเคยชนมาหนัก ๆ ไหม ก็ต้อง

- เปิดฝากระโปรงหน้ามาดูคานหน้า คานรถทุกคันจะมีรู กลมบ้าง เหลี่ยมบางแล้วแต่ ถ้ารูเบี้ยว ไม่คมก็แสดงว่ามีโดนมา

- ป้ายทะเบียนรถยับมีรอยดัด ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเคยโดนมา แผ่น plate ที่แปะติดคานมา มีรอยยับหรือดัดมาก็เช่นกัน

- สันด้านข้างตะเข็บความนูนเสมอกันหรือไม่ รอยอ๊าคจากโรงงานกับอู่เคาะพ่นสีก็ต่างกัน

- สำหรับด้านหลัง ก็เปิดฝากระโปรงดูเช่นกัน ไฟท้ายทั้ง 2 ดวงเสมอเบ้าหรือไม่ รอยแยกต่อชิ้นเว้นช่องไฟเท่ากันเปล่ามีเบี้ยวมีเกยกันมั๊ย คานหลังก็ใช้ลักษณะการสังเกตเหมือนคานหน้าเพียงแต่ต้องรื้อพรมปูท้ายรถออกเพื่อให้เห็นพื้น

- พื้นรถด้านหลังโดยมากจะเป็นรอน ๆ ก็สังเกตดูว่าเท่ากันหรือเปล่า รถบางคันโดนชนหลังมาช่างเคาะทำดีมากดูแทบไม่ออก มาเสียตอนน้ำเข้าตรงไฟท้ายเข้าได้แต่ออกไม่ได้ซะด้วยสิ ต้องเช็ด มีบางคันเศษกระจกหลังยังอยู่ให้เห็นเลยครับ

- ส่วนด้านข้าง ก็ดูเทียบสีจากโรงงานสีเดิม กับอู่สี สีจะเพี้ยนนิดหน่อยแต่ก็พอเห็น ผมใช้วิธีเคาะ ด้วยมะเหง็กของเรานี่แหละ เคาะรอบคันเลยรถ ที่ทำสีมาแล้วเสียงจะทึบ ๆ หน่อย ชิ้นที่สีเดิมจะมีเสียงโปร่ง ๆ หน่อยฟังดีดี จะรู้ถึงความต่าง อันนี้ไม่ยาก

- รถที่เคยหงายตะแคงล้อชี้ฟ้า ก็ดูหลังคารถเคาะ ๆ ดู สังเกตุขอบคิ้วกระจกหน้าหลัง เหมือนกันเปล่ามีรอยแตกของสีโป๊วไหมหลังคาสีสดสวยกว่าประตูข้างไหว

2. เครื่อง + ช่วงล่าง + เกียร์

- เครื่องยนต์ ถ้าเครื่องมีปัญหา หรือ หลวม จะเสียงดัง ไม่นิ่ง รอบสูงบ้างต่ำบ้าง เวลาเครื่องร้อนเรา ก็ดูก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมา จะมีควันพุ่งออกมา หรือ น้ำมันเครื่องจะกระเซ็นกระสายเป็นละอองออกมาเอามือไปอัง ๆ ดูก็ได้

- เกียร์ ชุดส่งกำลัง คลัชต์ ถ้าเข้าเกียร์ ออกตัวแล้วสั่น แหงก ๆ กระตุก ๆ เข้าเกียร์ก็ยาก นั่นแหละมีปัญหา วิ่ง ๆ ไปมีเสียงประสาน หอนแหวกอากาศมาเข้าหูเรา เวลาเข้าเกียร์ว่าง รถจอดนิ่ง ๆ ไม่ดังก็นั่นแหละ เกียร์ไปแล้ว เกียร์ auto ก่อนเข้าเกียร์เหยียบเบรคคาไว้ เข้าเกียร์ตำแหน่ง D ไม่กระตุกกระชากก็พอได้เปราะหนึ่ง เข้าตำแหน่งเดิม N แล้วไป R ก็ไม่มีอาการอะไรก็แสดงว่าผ่านไปได้แล้ว 70 % มาลองวิ่งดูว่าเกียร์ทำงานทุกเกียร์เปล่า ไม่ใช่เปลี่ยนแค่ 2 เกียร์อันนี้เสร็จแน่ ออกตัวก็เช่นกัน ออกตัวดีมั๊ย ถ้าต้องรอสักพักถึงเคลื่อนตัวได้แสดงว่ามันจะแย่อยู่นะ

- ช่วงล่าง เวลาขับไปเจอฝาท่อ เจอถนนคอนกรีตที่กร่อน มีหลุม บ่อเล็ก ๆ ลุยเข้าไปเลย เดี๋ยวเสียงกรุกระจะปรากฏถ้าไม่แน่น หรือ อาจสะท้านมาถึงพวงมาลัยเลยก็มี

3. ภายในห้องโดยสาร

- กลิ่น ถ้าเปิดรถปุ๊บ สิ่งแรกที่กระทบจมูกโด่ง ๆ ของเราคือกลิ่นอับ ๆ ชื้น ๆ แสดงว่าน้ำเข้ารถ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เอายางปูพื้นออก ดูว่าพื้นพรมมีรอยชื้นของน้ำเปล่า ดูหมดทั้ง 4 จุด

- ดูความเรียบร้อย คอนโซล แตกไหม ช่องแอร์สมบูรณ์เปล่า

- แอร์ เปิดแอร์ เบอร์ 1-4 เลยมันไล่ระดับความแรงหรือเปล่า แรงลมสำคัญจะบอกได้ว่าตันหรือเปล่า เปิดทิ้งไว้แล้วออกไปเดินดูรอบ ๆ รถ 5-6 ชั่วโมง ไม่ใช่ 5นาทีพอ แล้วเดินเข้าไปในรถก็จะรู้ว่าฉ่ำ หรือ ไม่ฉ่ำ มีเสียงอะไรดังผิดปรกติหรือเปล่าแอร์ตัดตามปกติไหม
ขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์ 100homecar.com